วิธีการหาแนวรับ-แนวต้าน

shutterstock_412999396

เวลาอ่านหนังสือตำรา หรืออ่านบทความตาม Website ต่างๆ เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น จะเห็นว่าการหาแนวรับ/แนวต้านนั้นเป็นเรื่องง่าย แค่ตีเส้นแนวนอนง่ายๆ หนึ่งเส้นเพียงเท่านี้เราก็เห็นแนวรับ/แนวต้าน ของราคาในอดีตแล้ว แต่!พอมีเทรดจริง มันไม่ได้เป็นไปอย่างในตำราราคาเกิดการทะลุหลอกลากออเดอร์เราไปโดน Stoploss แล้วราคากลับมาเคลื่อนไหวตามเดิมหรือไม่ก็ราคาไม่ถึงแนวรับ/แนวต้านที่เราวางไว้จนพลาดโอกาสสำคัญๆไป

วิธีการตีแนวรับ / แนวต้านของเทรดเดอร์มือใหม่ทั่วไป : ปกติเทรดเดอร์มือใหม่ทั่วไปมักจะใช้เส้นแนวนอนเส้นเดียวเป็นตัวกำหนดแนวรับ/แนวต้าน ดังกราฟด้านล่าง

Single line

ปัญหาหลักๆที่เกิดขึ้นของการตีเส้นแนวรับ/แนวต้านรูปแบบนี้คือ

  1) ราคาไม่ถึงระดับแนวรับ/แนวต้านที่วางไว้ ทำให้พลาดโอกาสการเทรดในรอบนั้นไป

                2) ราคามักจะเกิดการทะลุหลอก โดยลากไปกิน Stop order ของเราที่วางไว้ และกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางเดิม

วิธีการแก้ไขง่ายๆ คือ ให้เราตีแนวรับ / แนวต้าน เป็นลักษณะ “บริเวณ หรือเป็น Zone” มากกว่า “เส้นเดียว” : เทรดเดอร์มืออาชีพเข้าใจถึงสิ่งนี้ดีว่า แนวรับ / แนวต้าน ไม่ได้จุดที่เจาะจง แต่จะเป็นบริเวณมากกว่า ซึ่งจะสามารถจับการเคลื่อนไหวของราคาได้เหมาะสมกว่าค่อนข้างเยอะ

จากกราฟเดิมที่แสดงก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่าการตีแนวรับ / แนวต้านเป็น Zone นั้นสามารถจับช่วงจุดกลับตัวหลักๆของราคาได้เกือบทั้งหมด

zone

ทฤษฎีที่อ่านกับการใช้ในชีวิตจริงส่วนมากมักไม่เหมือนกันเลย โอกาสที่จะได้เห็นการลงทดสอบแนวรับ/แนวต้าน แบบแป๊ะๆ นั่นโอกาสได้เห็นในการเทรดจริงค่อนข้างยาก จึงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิธีการเล็กน้อยให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง ลองเอาวิธีการนี้ไปใช้ดูนะครับ

ทีมงาน : thaiforexindicator.com

วิธีการใช้งาน “เส้นค่าเฉลี่ย”

วิธีการใช้งาน “เส้นค่าเฉลี่ย”

เส้นค่าเฉลี่ยเรียกได้ว่าเป็นที่นิยมที่สุดของที่สุดในบรรดาเครื่องมือทั้งหมดในการเทรด เทรดเดอร์แทบทุกคนใช้เครื่องมือนี้ในประกอบการเทรด อย่างน้อยที่สุดก็การดูสภาพตลาด ถือว่าเป็นอาวุธประจำตัวของเหล่าเทรดเดอร์ทุกคนที่พกติดตัว โดยประโยชน์ในการใช้งานมีค่อนข้างหลากหลาย เรามาดูวิธีการใช้งาน และคำถามต่างๆที่เทรดเดอร์มักสงสัยเกี่ยวกับเส้นค่าเฉลี่ย

shutterstock_153139340

 

วิธีการใช้งาน

#ใช้ดูแนวโน้ม : เมื่อราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย แสดงถึงทิศทางขาขึ้น และเมื่อราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย แสดงถึงทิศทางขาลง และยังสามารถใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นตัดกันมาบ่งชี้ทิศทางราคาได้เช่นกัน เช่น เส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน ตัดเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันลง จากบนลงล่าง แสดงถึง สัญญาณ ลบ และเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน ตัดเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันขึ้น จากล่างขึ้นบน แสดงถึง สัญญาณบวก เป็นต้น

MA

#ใช้เป็นแนวรับ / แนวต้าน : สามารถนำเส้นค่าเฉลี่ยมาเป็นระดับแนวรับ/แนวต้านได้เช่นกัน

ma100 support

*** แต่ที่ควรระวังคือในช่วงตลาด Sideway เส้นค่าเฉลี่ยจะไม่มีประสิทธิภาพในช่วงภาวะตลาดดังกล่าว ***

ma sideway

คำถาม ??

#EMA หรือ SMA อันไหนดีกว่า ?? : ถึงแม้ EMA กับ SMA จะแตกต่างเล็กน้อยก็จริง แต่ในการเทรดความแตกต่างเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความแตกต่างของกำไรได้อย่างมหาศาล

            มาดูข้อแตกต่างระหว่าง EMA กับ SMA กันก่อน :

  • EMA : จะให้น้ำหนักของข้อมูลล่าสุดมากกว่า ทำให้เส้น EMA ตอบสนองต่อราคาล่าสุดได้เร็วกว่า ซึ่งให้สัญญาณการซื้อ/ขาย ที่รวดเร็วกว่า แต่ก็อาจเกิดสัญญาณหลอกบ่อยกว่าได้เช่นกัน
  • SMA : ให้น้ำหนักของข้อมูลที่คำนวณเท่ากัน ทำให้เส้น SMA ตอบสนองต่อราคาช้ากว่า ให้สัญญาณการซื้อ/ขาย ช้ากว่า แต่จะเกิดสัญญาณหลอกน้อยกว่า EMA

คำตอบคือ : ไม่มีสิ่งไหนดีกว่ากัน แต่ให้เลือกสิ่งที่รู้สึกว่าเหมาะสมกับตัวเทรดเดอร์เอง ว่าเราชอบแบบไหน เราเทรดสไตล์ไหน ถ้าชอบความรวดเร็วก็เลือกใช้ EMA แต่ถ้าธรรมดาทั่วไปก็ SMA

EMA SMA

#ควรเลือกช่วงเวลาเท่าไร ?? : จริงๆ แล้วไม่มีกฏตายตัวว่าต้องเลือกช่วงเวลาในการคำนวณเส้นค่าเฉลี่ยเท่าไร่ถึงดีที่สุด แต่มีแนวคิดในการตั้งค่าเส้นค่าเฉลี่ยอยู่ 2 แนวคิดหลักๆ คือ

  1. เลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เทรดเดอร์ใช้กันมากที่สุด เพราะ เมื่อเทรดเดอร์ส่วนมากใช้เป็นสัญญาณซื้อ/ขาย จะทำให้เส้นค่าเฉลี่ยนั้นมีนัยสำคัญ มีประสิทธิ เพราะคนส่วนมากจะเลือกใช้เส้นดังกล่าวเป็นตัวตัดสินใจ ส่งผลให้ผลักดันราคาไปในทางเดียวกัน
  2. เลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยตามปฏิทิน : เช่น 5 วัน แทน 1 สัปดาห์ , 20 วัน แทน 1 เดือน , 75 วัน แทน 1 ไตรมาส และ 200 วัน แทน 1 ปี

ทีมงาน : thaiforexindicator.com

ลำดับตัวเลขมหัศจรรย์ – Fibonacci

ลำดับตัวเลขมหัศจรรย์ – Fibonacci

shutterstock_420387052

ความสัมพันธ์ของจำนวนเลขถัดไปเท่ากับผลบวกของสองจำนวนก่อนหน้า โดยนับตั้งแต่ 0 และ 1 ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 01123581321345589144233 … และเมื่อนำตัวเลขที่อยู่ด้านหน้า มาหารด้วยตัวเลขถัดมาจะได้ค่าประมาณ 0.618 (เช่น 144 / 233 ) ซึ่งนักคณิตศาสตร์ชอบเรียกกันว่าเป็น สัดส่วนทองคำ เนื่องจากสัดส่วนนี้พบในธรรมาชาติทั้ง การโค้งของเปลือกหอย ,สัดส่วนร่างกาย ,สัดส่วนดอกไม้ ,สิ่งก่อสร้างสำคัญๆต่างๆ เป็นต้น จนหลายคนเชื่อว่าสัดส่วนนี้มีความมหัศจรรย์ ทำให้เทรดเดอร์จำนวนไม่น้อยนำมาใช้กับการเทรด

ก

ในการใช้เครื่องมือ Fibonacci ในการเทรดนั้น ต้องบอกว่าไม่มีกฏตายตัวสามารถพลิกแพลงได้ตลอด โดยไม่มีถูก หรือผิด 100% ในวิธีการใช้ เพียงแต่ขอให้หลักวิธีการใช้ถูกต้องมาดูวิธีการใช้งานกัน

ใช้เป็นจุดเข้าตอนจังหวะ Pullback

วิธีการ

1 – หาจุดเริ่ม และ จุดสิ้นสุดในการวัด : เริ่มจากหารอบการแกว่งตัวตัวของราคาก่อน จากนั้นลาก Fibonacci จากจุดเริ่ม จนถึง จุดสิ้นสุดของรอบ

2 – หาจุดการพักตัว ต่อจากรอบก่อนหน้า : สามารถแยกย่อยได้เป็น 2 วิธีคือ 1) ตั้งซื้อที่ระดับ ณ Fibonacci ที่คิดว่าราคาจะลงมาทดสอบ และ 2) รอจนกว่าราคาจะกลับตัว ค่อยซื้อตาม

Fibonacci Retracement

ใช้เป็นจุดขายทำกำไร

วิธีการ

            โดยทั่วไปมักใช้ Fibonacci Extension ในการวัดเป้าหมายทำกำไร ที่ระดับ 138.20 และ 161.80 โดยในช่วงที่ราคาย่อตัวแตะระดับ Fibonacci ระดับ 50 , 61.8 หรือ 78.6 มักราคาดีดตัวกลับขึ้นหาเป้าหมายที่ระดับ 161.80 และในช่วงที่ราคาย่อตัวแตะระดับ Fibonacci ระดับ 38.20 มักจะดีดตัวกลับขึ้นหาเป้าหมายที่ 138

Fibonacci extension

ทีมงาน : thaiforexindicator.com

รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา

รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา

การวิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาสามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อและผู้ขายในตลาด ว่าในช่วงนั้นมีพฤติกรรมอย่างไรต่อราคา สามารถให้เทรดเดอร์ใช้เป็นจังหวะซื้อหรือขาย เพื่อที่จะทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงนั้นๆ

shutterstock_420469375

3 องค์ประกอบ รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา

1. จุดสูงสุด และ จุดต่ำสุด (High และ Low) : หลักพื้นฐานของการเคลื่อนไหวของราคาต้องประกอบด้วยจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด ทุกช่วงของราคา ก่อนที่จะไปทำการวิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดก่อนเป็นอันดับแรก

  • Higher High และ Lower Low : ข้อสันนิษฐานแรกเลยคือเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) แสดงถึง แนวโน้มขาขึ้น และเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แสดงถึง แนวโน้มขาลง
  • Lower High และ Higher Low : การที่ราคาทำจุดสูงสุดต่ำลง (Lower High) เป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาขึ้นนั้นกำลังจะจบลง ขณะที่การที่ราคาทำจุดต่ำสุด สูงขึ้น (Higher Low) เป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาลงกำลังจะจบ

จุดสูงสุด และ จุดต่ำสุด

2. ความยาวและความชันของแนวโน้ม : สามารถใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มในช่วงนั้นได้

  • โดยในช่วงที่ความยาวและความชันของแนวโน้ม “มาก” แสดงถึงโมเมนตันของแนวโน้ม “แข็งแกร่ง”
  • แต่หากความยาวและความชันของแนวโน้ม “น้อยลง” แสดงถึงโมเมนตันของแนวโน้ม “อ่อนลง” (ใกล้จบรอบ)

ความยาวและความชันของแนวโน้ม

3. ความลึกของช่วง Pullback : มาทำความเข้าใจคำว่า Pullback ก่อนกันดีกว่า ระหว่างแนวโน้มขาขึ้นนั้น ในภาพย่อยจะประกอบด้วยการ ย่อตัวสั้นๆ ก่อนขึ้นต่อจังหวะนี้เหละเรียกว่า Pullback (ขาลงก็เช่นกัน)

  • โดยหากแนวโน้มในช่วงนั้นแข็งแกร่งความลึกของการ Pullback จะไม่ค่อยลึก
  • แต่หากแนวโน้มในช่วงนั้นเริ่มอ่อนแอลง ใกล้จะกลับตัว การ Pull back จะค่อนข้างลึก

ความลึกของช่วง Pullback

*** การวิเคราะห์โดยทั่วไปมักจะให้ความสำคัญเพียง High กับ Low แต่ส่วนสำคัญจริงๆ คือควรจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างช่วง High กับ Low ***

รูปแบบยอดฮิตของเหล่าเทรดเดอร์สาย Price patterns

  • รูปแบบสามเหลี่ยม : รูปแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก โดยเป็นช่วงที่ราคาแกว่งตัวแคบลง จนเกิดเป็นลักษณะคล้ายสามเหลี่ยม แล้วรอเลือกทิศทาง

สามเหลี่ยม

  • หัวและไหล่ : หรือที่เรียกกันว่า Head and Shoulder โดยโอกาสการกลับตัวเกิดขึ้นมีค่อนข้างสูงในรูปแบบนี้ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ตลาด

Head and Shoulder

  • Double Top / Double Bottom : เมื่อราคาเกิดแรงขายจนย่อตัว แล้วพยายามจะขึ้นต่อแต่ไม่สามารถขึ้นผ่านแนวต้านเดิมได้ จนเกิดรูปแบบ Double Top แสดงถึงว่าแรงขายในบริเวณนั้นมีสูง กดให้ราคาไม่ผ่าน เป็นสัญญาณการกลับตัวส่วน Double Bottom ก็ตรงกันข้าม

Double Top

  • Cup and Handle : เป็นรูปแบบที่ Upside การขึ้นของราคาเยอะที่สุด แต่รูปแบบนี้จะใช้ระยะเวลาการฟอร์มตัวค่อนข้างนานความรูปแบบอื่น

Cup and handle

ทีมงาน : thaiforexindicator.com

คู่มือการใช้ RSI

คู่มือการใช้ RSI

shutterstock_412687888

Relative Strength Index หรือ RSI เป็นเครื่องมือที่เหล่าเทรดเดอร์นิยมใช้กันเป็นลำดับต้นๆ ในบรรดา Indicator ต่างๆ ใช้วัดความแข็งแกร่งของราคาในช่วงนั้น โดยเครื่องมือสามารถนำมาพลิกแพลงใช้ได้หลายวิธี เป็นประโยชน์มากสำหรับเทรดเดอร์

RSI เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง ค่าเฉลี่ยของการขึ้น และ ค่าเฉลี่ยของการลง ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด (ปกติทั่วไปจะถูก set ไว้ที่ 14 วัน) โดยจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 – 100

สูตรการคำนวณ

RSI = 100 – 100 / (1+RS)

โดยที่        RS        = ค่าเฉลี่ยการขึ้น / ค่าเฉลี่ยการลง

ค่าเฉลี่ยการขึ้น = ผลรวมของค่าที่ราคาปรับขึ้น / จำนวน x วัน

ค่าเฉลี่ยการลง = ผลรวมของค่าที่ราคาปรับลง / จำนวน x วัน

หลักการดูเบื้องต้น (ใช้มาตรฐานการคำนวณที่ 14 วัน) ถ้าราคาในอดีตที่ผ่านมาจำนวน 14 วัน เป็น Bullish ทั้งหมด RSI จะมีค่า 100 และถ้าราคาในอดีตที่ผ่านมาจำนวน 14 วัน เป็น Bearish ทั้งหมด RSI จะมีค่าเท่ากับ 0 และถ้า RSI มีค่า 50 จะแสดงว่าราคาในอดีตที่ผ่านมา 7 วัน เป็น Bullish และอีก 7 วันเป็น Bearish

rsi

ช่วงแรกภายใน 14 วัน ราคาปรับตัวลง 9 วัน ขึ้น 5 วัน ส่งผลให้ RSI มีค่า 42.73 ส่วนถัดไปในช่วง Sideway ราคาขึ้น 6 วัน ลง 8 วัน แต่ผลต่างของราคานั้นพอๆกันทำให้ RSI มีค่า 60.72 และส่วนสุดท้ายราคาขึ้น 11 วัน ลง 3 วัน RSI มีค่า 78.84

เทคนิคในการวิเคราะห์ RSI

          ภาวะซื้อ/ขาย มากเกินไป

โดยทั่วไป RSI จะแสดงถึงภาวะที่ราคามีแรงซื้อ/ขาย มากจนเกินไป ถ้า RSI มีค่า > 70 แสดงว่า ราคาในช่วงนั้นอยู่ในภาวะ “ซื้อมากเกินไป” เป็นจุดที่ควรพิจารณาขาย และ ถ้า RSI มีค่า < 30 แสดงว่าราคาอยู่ในช่วงภาวะ “ขายมากเกินไป” เป็นจุดที่ควรพิจารณาเข้าซื้อ

oversold

แต่อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้นเท่านั้น จะมีช่วงที่แนวโน้มแข็งแกร่งจริงๆ RSI มักจะอยู่ในช่วง ซื้อ/ขาย มากเกินไปเป็นระยะเวลานาน และราคาไม่เกิดการกลับตัวเกิดขึ้น ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ในการวิเคราะห์ และใช้การวิเคราะห์อื่นประกอบการพิจารณา

ใช้พิจารณาแนวรับ/แนวต้าน

          อย่างที่กล่าวว่า RSI ใช้วัดความแข็งแกร่งของราคา เมื่อช่วงที่ราคาทดสอบแนวรับ หรือแนวต้านนั้น จะวิเคราะห์ว่าผ่าน หรือ ไม่ผ่าน นั้นสามารถใช้ RSI ประกอบการตัดสินใจได้

          เมื่อทดสอบแนวต้าน     

โอกาสที่จะผ่าน    : RSI สูงกว่ารอบที่ผ่านมา แสดงถึงความแข็งแกร่งของราคามีมาก

โอกาสที่จะไม่ผ่าน : RSI ต่ำกว่ารอบที่ผ่านมา แสดงถึงความแข็งแกร่งของราคามีน้อย

ส่วนเมื่อทดสอบแนวรับ ก็ตรงกันข้าม
rsi ต่ำลง

          Divergence

อีกหนึ่งไม้ตายของเหล่าเทรดเดอร์ การเกิดสัญญาณ Divergence เป็นสัญญาณการเปลี่ยนเปลี่ยนแนวโน้ม (หรือจุดกลับตัว) ซึ่งรูปแบบ Divergence ขึ้นเป็นการสวนทางของทิศทางราคา กับตัว Indicator

Bullish Divergence : ราคาลงทำ Low ต่ำลง แต่ Indicator ยก Low สูงขึ้น

Bearish Divergence: ราคาทำ High ต่ำลง แต่ Indicator ทำ High สูงขึ้น

bullish divergence RSI

RSI เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์หลากหลายในการใช้งาน เทรดเดอร์ท่านใดที่นำเครื่องมือนี้ไปใช้ ควรที่จะฝึกฝน และเรียนรู้ เข้าใจมัน ซึ่งจะสามารถสร้างกำไรในการเทรดเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมงาน : thaiforexindicator.com

การวิเคราะห์แท่งเทียนในรูปแบบใหม่

การวิเคราะห์แท่งเทียนในรูปแบบใหม่

ในหนังสือ Technical ส่วนมาก มักจะให้เทรดเดอร์จำรูปแบบต่างๆของแท่งเทียนเป็นร้อยๆ รูปแบบ ทั้ง Morning Star ,Evening Star ,Three Black Crows หรือ Bullish/Bearish Engulfing อะไรพวกนี้เป็นต้น ซึ่งจริงๆการจำรูปแบบแท่งเทียนเหล่านี้ ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณจะเทรดดีขึ้นเลย ขอแค่คุณเข้าใจหลักการของพฤติกรรมราคา คุณก็สามารถเพิ่มประสิทธิการเทรดของคุณให้ดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปนั่งจำรูปแบบแท่งเทียนต่างๆเลย

shutterstock_420560341

หลักการวิเคราะห์แท่งเทียน

มากกว่าการดูว่าแท่งเทียนเขียวหรือแดงนั้น คือเราต้องเข้าใจว่าแท่งเทียนแต่ละแท่งเนี่ย มันสื่อถึงอะไรได้บ้าง มันบ่งชี้ว่าตลาดอยู่ในภาวะแบบใด โดยมีวิธีดูดังต่อไปนี้

1) ความยาวของแท่งเทียน (นับตั้งแต่ไส้เทียน) : แสดงถึงความผันผวน ถ้าแท่งเทียนมีขนาดยาว ก็จะบ่งชี้ได้ว่า ณ ขณะนั้นตลาดมีความผันผวนค่อนข้างมาก

2) สัดส่วนของไส้เทียน : เมื่อช่วงที่ตลาดถูกแรงเทขายให้ราคาต่ำลงมาก แล้วเกิดการดีดตัวกลับขึ้นมา จนแท่งเทียนมีไส้เทียนด้านล่างยาว แสดงถึงแรงซื้อที่มีมาก พยุงราคาไม่ได้ลง เป็นสัญญาณว่า แรงขายมีไม่มากพอที่จะให้ราคาปรับตัวลง

3) ตำแหน่งของตัวเทียน : เมื่อเทียบช่วงตั้งแต่ไส้เทียนด้านบนถึงด้านล่าง หากตำแหน่งของตัวเทียนอยู่ตรงกลาง ก็แสดงว่าตลาดมีแรงซื้อกับแรงขายพอๆกัน แต่หากเอนเอียงไปในฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ก็จะแสดงถึงแรงซื้อ/ขายในฝั่งนั้นมีมากกว่า เช่นถ้าตัวเทียบอยู่ฝั่งลงมากกว่า ก็จะแสดงถึงแนวโน้มภาวะหมีของตลาด ณ ขณะนั้น

4) ขนาดของตัวเทียน : ยิ่งถ้าขนาดของตัวเทียนใหญ่ (ตั้งแต่ราคาเปิดถึงราคาปิด) ก็จะความแข็งแกร่งของแนวโน้มในช่วงนี้

5) สัดส่วนระหว่างตัวเทียนกับไส้เทียน : ถ้าหากตัวเทียนใหญ่ ขณะที่ไส้เทียนสั้นๆ แสดงถึงราคาเคลื่อนไหวจากราคาเปิดไปปิดที่ราคาปิด บ่งชี้ได้ว่าความผันผวนของราคามีน้อย แสดงถึงความแข็งแกร่งของแนวโน้ม แต่หากตัวเทียนมีขนาดเล็ก แต่ไส้เทียนยาวๆทั้งสองฝั่ง บ่งชี้ได้ว่า ราคาค่อนข้างผันผวน มีการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อและแรงขายอยู่

ซึ่งเราสามารถนำหลักการวิเคราะห์เหล่านี้มาจำลองการสร้างสถานการณ์ได้ออกเป็น 5 สถานการณ์คือ 1) แนวโน้มขึ้นแข็งแกร่ง 2) แนวโน้มลงแข็งแกร่ง 3) แนวโน้มลงอ่อนแอ 4) แนวโน้มขึ้นอ่อนแอ และ 5) แรงซื้อแรงขายเท่ากัน

5 สถานการณ์

ซึ่งรูปแบบของแท่งเทียนทั้งหมดในหนังสือต่างๆ ถูกสร้างมาจาก 5 สถานการณ์นี้ทั้งสิ้น เมื่อเราเข้าใจถึงองค์ประกอบของแท่งเทียนแล้ว เราสามารถนั้นหลักการนั้นมาประกอบการวิเคราะห์แท่งเทียน โดยสามารถรวบรูปแบบของแท่งเทียนต่างๆมารวมกันให้อยู่ในแท่งเทียนเดียว แล้วใช้การตีความหมายแท่งเทียนจากที่กล่าวมาข้างต้น เพียงเท่านี้เราก็ไม่จำเป็นต้องนั่งท่องจำรูปแบบแท่งเทียนต่างๆให้ปวดตัว โดยแค่คุณมีความเข้าใจถึงลักษณะของแท่งเทียนต่างๆ ก็สามารถบ่งชี้ได้แล้วว่าภาวะตลาดในช่วงนั้นเป็นอย่างไร

การรวมแท่งเทียน

ที่มา : thaiforexindicator.com

การเทรดรูปแบบสามเหลี่ยม

การเทรดรูปแบบสามเหลี่ยม

เป็นหนึ่งรูปแบบของการวิเคราะห์พฤติกรรมราคาที่เทรดเดอร์นิยมใช้กัน โดยรูปแบบสามเหลี่ยมนั้นสามารถบ่งบอกได้ถึงแรงซื้อ กับแรงขาย ว่าฝั่งใดมีความแข็งแกร่งมากกว่ากัน ซึ่งรูปแบบสามเหลี่ยมจะมีอยู่ 4 แบบ คือ 1) Ascending Triangle 2) Descending Triangle 3) Symmetrical Triangle และ 4) Asymmetrical Triangle

Ascending Triangle : เป็นรูปแบบสามเหลี่ยมฐานยกสูงขึ้น แต่ยอดเท่าเดิม

ascending triangle

Descending Triangle : เป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่ยอดต่ำลง แต่ฐานเท่าเดิม

descending triangle

Symmetrical Triangle : เป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่กรอบด้านบนและกรอบด้านล่างสมดุลกัน

Symmetrical Triangle

Asymmetrical Triangle : เป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่กรอบด้านบนและกรอบด้านล่างไม่สมดุลกัน

asysmmetrical triangle

การเทรดรูปแบบสามเหลี่ยมนั้น ที่สำคัญ คือ “ไม่ควรเทรดก่อนราคา Breakout” อันนี้เป็นข้อสำคัญมาก เพราะเทรดเดอร์ส่วนมากชอบเข้าใจผิดว่า สามารถเทรดในรูปแบบดังกล่าวได้ ที่บอกว่าไม่ควรเทรดก่อนราคาทะลุนั้นเพราะว่า รูปแบบสามเหลี่ยม สามารถทะลุได้ทั้ง 2 ทิศทาง ทั้ง ขา และ ลง โอกาสการทะลุนั้นแทบจะพอๆ กัน … จากรอจนกว่าราคา Breakout นั้นจึงเป็นสัญญาณซื้อ ที่แท้จริง (นับจากราคาปิด) และยังสามารถใช้คู่กับ Indicator อย่างอื่นประกอบควบคู่ไปด้วยได้ เช่น RSI และ MACD เป็นต้น

shutterstock_72071185

ที่มา : thaiforexindicator.com

การเทรดในช่วงราคาพักตัว

การเทรดในช่วงราคาพักตัว

การพักตัวเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวของราคา อยู่ในโครงสร้างการเคลื่อนไหวของราคาที่ปรากฏอยู่เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ซึ่งโครงสร้างการเคลื่อนไหวของราคาประกอบด้วย 3 อย่าง คือ 1.ช่วงเป็นแนวโน้ม (ขึ้น/ลง) 2.ช่วงพักตัว (Rebound/Retrace) และช่วงกลับตัว (Reversal) ซึ่งหากเทรดในการบ่อยๆ แล้วจะทราบได้ว่าช่วงที่พักตัวเกิดขึ้นบ่อยมากในตลาด

ช่วงพักตัวเกิดขึ้นระหว่างแนวโน้ม หรือช่วงก่อนเกิดแนวโน้มใหม่ ราคาสะสมกำลังเตรียมตัวที่จะขึ้นต่อ หรือลงต่อ โดยคล้ายกับ Sideway ซึ่งรูปแบบในช่วงพักตัวนั้นมีหลายรูปแบบทั้ง สี่เหลี่ยม , สามเหลี่ยม , Flags , Pennants และ wedges

รูปแบบสี่เหลี่ยม : ราคาแกว่งตัวในช่วงกรอบในช่วงแนวรับ และแนวต้านในระดับที่เท่ากันตลอดระยะเวลาหนึ่ง จนทำให้รูปแบบราคาคล้ายกับทรงสี่เหลี่ยม โดยแนวรับและแนวต้านจะเป็นลักษณะของเส้นแนวนอน (Horizontal line) ในทั่วไปก่อนที่ราคาจะทะลุในทิศทางใดทิศทางหนึ่งปริมาณการซื้อขายมักจะหดตัวลดลงเรื่อยๆ ก่อนที่จะทะลุ

รูปแบบสี่เหลี่ยม

Flags : รูปแบบคล้ายลักษณะ “ธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า” มักเกิดในช่วงพักตัวย่อยๆของแนวโน้มการขึ้นลงที่แข็งแกร่ง โดยระยะการเกิดนั้นค่อนข้างสั้นกว่ารูปแบบอื่น และทิศทางของรูปแบบมักจะตรงกันข้ามกับทิศทางของแนวโน้ม

flag

 

Pennants และ Wedges : รูปแบบ Pennants และ Wedges จะคล้ายกับรูปแบบสามเหลี่ยมแต่ระยะการเกิดจะสั้นกว่า เกิดในช่วงระหว่างแนวโน้มเช่นกัน

wedge

Pennants

การเทรดในรูปแบบพักตัว

ควรจะเทรดหลังจากที่ราคาเกิดการทะลุไปแล้ว ไม่ควรเทรดก่อนที่จะทะลุ และสิ่งสำคัญที่สุดของการเทรดในรูปแบบพักตัวคือ ระวังการเกิด Fail breakout หรือ ทะลุหลอกนั่นเอง เรามี 3 วิธีการเทรดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดในช่วงพักตัว

1) ดู Volume ประกอบ : ปกติในช่วงพักตัวปริมาณ Volume จะหดตัวลง จนกว่าจะเกิดการทะลุจึงค่อยมีปริมาณ Volume กลับเข้ามาซื้อขายอีกครั้ง

2) ดูความกว้าง และระยะเวลาของการพักตัว : ยิ่งระยะเวลาการฟอร์มตัวและ ความกว้างในการฟอร์มมากเท่าไร่ การ Breakout ยิ่งมีนัยสำคัญมากเท่านั้น

3) รอราคา Retest : การรอจังหวะที่ราคากลับขึ้นมาหลัง Breakout เป็นจังหวะที่ปลอดภัยมากกว่าที่จะเปิดออเดอร์ในช่วงราคา Breakout แต่บางครั้งราคาไม่มีการ Retest เกิดขึ้นเลย

shutterstock_401414311

ทีมงาน : thaiforexindicator.com

การใช้เครื่องมือซ้ำซ้อน

การใช้เครื่องมือซ้ำซ้อน

indicators

บางครั้งการใช้เครื่องมือเยอะเกินไปก็ใช่ว่าจะทำให้การเทรดดีขึ้น โดยหากใช้ Indicator เป็นจำนวนมาก จะทำให้เกิดความซับซ้อนเกิดขึ้นมา การวิเคราะห์อาจเกิดความสับสน จนบางครั้งสัญญาณซื้อ/ขายมั่วกันไปหมด และเทรดเดอร์มือใหม่จำนวนมาก คิดว่ากราฟที่ดูซับซ้อนจะส่งผลเทรดได้ดี ซึ่งลองไปดูกราฟของเทรดเดอร์มีอาชีพนั้นจะเห็นว่าแทบจะไม่ได้ใช้ Indicator อะไรมากเลย มีเพียงไม่กี่ตัว อีกหนึ่งสิ่งเทรดเดอร์มือใหม่มักจะใช้ Indicator กันอย่างผิดๆ คือ การใช้ Indicator พวกเดียวกัน มายืนยันสัญญาณกันเอง เช่น ใช้ MACD กับ EMA มาช่วยกันเป็นการยืนยันการซื้อขาย ซึ่งถ้าเราเข้าไปดูสูตรของ Indicator ของ 2 ตัวนี้ จะเห็นได้ว่า มาสิ่งสูตรเดียวกัน ซึ่งให้ผลลัพธ์คล้ายๆกัน เป็นต้น

shutterstock_167693018

ในการเลือกหยิบจับ Indicator มาใช้นั้น เทรดเดอร์ต้องรู้ก่อนว่า Indicator ตัวที่นำมานั้นทำหน้านี่อะไร บ่งชี้ถึงสัญญาณอย่างไร เช่น บางตัวไว้วัดความเป็นแนวโน้ม (Trend) , บางตัวใช้วัดความผันผวน (Volatility) เป็นต้น แล้วจึงเลือกเครื่องมือที่ต่างประเภทกัน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนเกิดขึ้น และทำให้การวิเคราะห์มีมิติมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

  โดยหลักๆ Indicator สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ 1. Momentum 2. Trend 3. Volatility และ 4. Chart studies  เรามาดูกันว่า Indicator แต่ละตัวอยู่ในประเภทไหนกันบ้าง

Momentum Trend Volatility Chart studies
Stochastic ADX Bollinger Bands Horizontal lines – range trading and breakouts
RSI Moving averages Standard deviation Fibonaccis – retracements and pullbacks
CCI                               ATR Fib extensions – trend following targets
Williams % MACD Keltner Channel Trendlines – trend following and breakout
MACD Parabolic SAR Envelopes
Bollinger Bands
Ichimoku Cloud

ทีมงาน : thaiforexindicator.com

Stochastic – ความเข้าใจผิดๆของพวกเล่นสั้น

Stochastic – ความเข้าใจผิดๆของพวกเล่นสั้น

เหล่าเทรดเดอร์สายเล่นรอบสั้นๆ มักใช้เครื่องมือนี้กันเป็นส่วนมาก แต่ส่วนมากมักเข้าใจการใช้เครื่องมือนี้กันอย่างผิดๆ เชื่อไหมครับว่า เทรดเดอร์หลายคนเข้าใจว่า Stochastic นั้นใช้วัด Overbought / oversold ซึ่งจริงๆ นั้น ผิด!!…จุดประสงค์หลักของ Stochastic คือให้ข้อมูลเกี่ยวกับโมเมนตันและความแข็งแกร่งของแนวโน้ม ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงสัญญาณ Overbought/oversold

shutterstock_354527417

มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Stochastic ก่อนเป็นอันดับแรก

  • เมื่อช่วงที่ Stochastic มีค่าสูง แปลว่า ราคาได้ปิดที่ใกล้ระดับ Low ของช่วงเวลาที่คำนวณ ตามรูปตัวอย่างด้านล่าง ราคาได้ปิดที่ระดับ 2.17 ซึ่งใกล้ช่วงต่ำสุดของช่วงเวลาย้อนหลัง 14 วัน ที่ xx ซึ่งสามารถตีความได้ว่า โมเมนตัมหรือความเร็วในการเคลื่อนไหวของราคามีสูง และราคามีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นต่อ เพราะแนวโน้มในช่วงนั้นค่อนข้างแข็งแกร่ง

Sto

สูตรการคำนวณ Stochastic

sto calculation

%K = (Current Close – Lowest Low)/(Highest High – Lowest Low) * 100

Credit: http://stockcharts.com/

  • เมื่อช่วงที่ Stochastic มีค่าต่ำ ก็เช่นกัน แต่ตรงกันข้าม

เมื่อ Stochastic ต่ำกว่า 20 มัน Oversold จริงหรือ ? และเมื่อ สูงกว่า 80 มัน Oversold จริงหรือ ?

บ่อยครั้งที่จะเห็นว่า Stochastic อยู่ระดับต่ำกว่า 20 เป็นช่วงระยะเวลานาน นั่นแสดงถึงความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาลงในช่วงนั้น โดยจะเน้นย้ำความ Stochastic เป็นเครื่องมือวัด โมเมนตัม ไม่ใช่ เครื่องมือที่หา Overbought / oversold เมื่อแนวโน้มในช่วงนั้นแข็งแกร่ง ราคาจะไปในทิศทางเดิมต่อ จนทำให้ค่าของ Stochastic ค้างอยู่แถวระดับ 20 หรือไม่ก็ 80

sto oversold

สรุปการใช้ Stochastic

– ใช้วัดโมเมนตันและความเร็วของราคา (ค่าสูง แสดงถึง แนวโน้มขาขึ้นช่วงนั้นมีโมเมนตัมมาก ส่วน ค่า                      ต่ำ แสดงถึงแนวโน้มขาลงช่วงนั้นแข็งแกร่ง)

– ไม่ได้เป็นตัวบอกถึงสัญญาณ Overbought / oversold

ทีมงาน : thaiforexindicator.com

1 2